ผู้ว่าฯ สงขลา นำส่วนราชการร่วมประชุมคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคใต้ รับนโยบายจากรองนายกฯ “พิพัฒน์” เผยจังหวัดแต่งตั้งคณะทำงาน พร้อมผนึกกำลังทุกภาคส่วนเตรียมพร้อมรับสถานการณ์

06 ต.ค. 2026
21

วันที่ 6 ตุลาคม 2569 เวลา 16.00 น. ที่ห้องประชุม Conference ชั้น 5 ศาลากลางจังหวัดสงขลา นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา นำส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคใต้ ครั้งที่ 2/2569 เพื่อเตรียมการรับสถานการณ์และเตรียมความพร้อมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย รวมถึงให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้บูรณาการการทำงานร่วมกัน เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วยนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ผ่านระบบวีดิทัศน์ทางไกลจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า รัฐบาลมีความห่วงใยพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย โดยนายกรัฐมนตรีได้เฝ้าติดตามสถานการณ์และความคืบหน้าในการให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนเป็นประจำทุกวัน รวมทั้งมีข้อสั่งการให้จังหวัดและหน่วยงานต่าง ๆ เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหา ระดมสรรพกำลังจากทุกภาคส่วน เพื่อให้ความช่วยเหลือเยียวยาพี่น้องประชาชนเป็นไปด้วยความรวดเร็ว ทั่วถึง และให้เตรียมความพร้อมรับสถานการณ์อุทกภัยในห้วงต่อไป โดยเฉพาะจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ ที่ตั้งแต่สัปดาห์นี้เป็นต้นไปจะเริ่มมีฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักถึงหนักมาก รวมทั้งต้องเฝ้าระวังในเรื่องของคลื่นลมด้วย ซึ่งการประชุมครั้งนี้ เพื่อติดตามสถานการณ์และร่วมติดตามโดยใช้ชุดข้อมูลเดียวกันในการวางแผนเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์อุทกภัยให้มีความพร้อมในระดับสูงสุด ทุกจังหวัดจะต้องมีแผนเผชิญเหตุ แบ่งมอบภารกิจอย่างชัดเจน สามารถบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชน ให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด

จากนั้น ผู้แทนกรมอุตุนิยมวิทยา ได้คาดการณ์สภาพอากาศภาคใต้ โดยในช่วงวันที่ 6 – 8 ตุลาคม 2569 ภาคใต้มีฝนฟ้าคะนอง ฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ทั้งนี้ เนื่องจากในช่วงปลายฤดูฝนบริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนที่แผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบน ทำให้มีลมตะวันออก (ลมช่วงเปลี่ยนฤดู) พัดปกคลุมอ่าวไทยตอนบน ในขณะที่มรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทย ในช่วงวันที่ 9 – 14 ตุลาคม 2569 ภาคใต้ยังคงมีฝนตกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักถึงหนักมาก ทั้งนี้ เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนอีกระลอกหนึ่งจะแผ่เสริมลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบนและทะเลจีนใต้ ส่งผลให้ร่องมรสุมเลื่อนลงมาพาดผ่านภาคใต้ตอนบน ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังอ่อนยังคงพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทย

สำหรับการเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ในพื้นที่ภาคใต้ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติได้กำหนดจุดเตรียมความพร้อม โดยให้ตรวจสอบอาคารชลประทานและระบบบริหารจัดการน้ำที่สำคัญ ทั้งประตูน้ำ คลอง คันกั้นน้ำ และระบบระบายน้ำ ให้มีความมั่นคงและพร้อมใช้งานตลอดเวลา รวมถึงสำรวจจุดที่จำเป็นต้องติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติม และติดตามแหล่งเก็บน้ำสำคัญอย่างใกล้ชิด โดยข้อมูลดังกล่าวจะประสานไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบ ผู้ว่าราชการจังหวัด และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เพื่อร่วมกันเตรียมความพร้อม พร้อมกันนี้ ขอให้มีการติดตามข้อมูลฝนและสถานการณ์น้ำเป็นรายวัน โดยเฉพาะการพยากรณ์ระยะสั้น 1–3 ชั่วโมง เพื่อให้หน่วยงานในแต่ละจังหวัดสามารถใช้ข้อมูลทางการที่มีความแม่นยำในการประเมินสถานการณ์และแจ้งเตือนประชาชนได้อย่างทันท่วงที

ด้านจังหวัดสงขลา นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา รายงานความพร้อมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งว่า ปริมาณน้ำฝนสะสมตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ถึงปัจจุบัน อยู่ที่ 683 มิลลิเมตร ขณะที่ค่าเฉลี่ยปริมาณน้ำฝน 30 ปี อยู่ที่ 2,245 มิลลิเมตร ส่วนปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ อ่างสะเดา มีปริมาณน้ำร้อยละ 33.35 ของความจุอ่าง อ่างคลองหลา อำเภอคลองหอยโข่ง ร้อยละ 17.97 และอ่างคลองจำไหร อำเภอคลองหอยโข่ง ร้อยละ 43.50 โดยทั้ง 3 แห่งยังสามารถรองรับน้ำได้อีก ส่วนระดับน้ำในคลองสายสำคัญยังต่ำกว่าระดับตลิ่ง ได้แก่ คลองอู่ตะเภา ต่ำกว่าตลิ่ง 6 เมตร 35 เซนติเมตร คลองหวะ ต่ำกว่าตลิ่ง 2 เมตร 71 เซนติเมตร คลองระบายน้ำ ร.1 ต่ำกว่าตลิ่ง 6 เมตร 14 เซนติเมตร และคลองวาด ต่ำกว่าตลิ่ง 1 เมตร 89 เซนติเมตร

จังหวัดสงขลาได้ประชุมเตรียมความพร้อมป้องกันอุทกภัยเมื่อวันที่ 5 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยเชิญหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน มูลนิธิ สมาคม และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่งเข้าร่วม เพื่อทบทวนแผนเผชิญเหตุและเตรียมความพร้อมตามภารกิจที่กำหนดไว้ตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยได้จัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ ณ ชั้น 4 ศาลากลางจังหวัดสงขลา พร้อมแต่งตั้งคณะทำงานวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์น้ำ ซึ่งรวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานพยากรณ์ต่าง ๆ มาวิเคราะห์ร่วมกัน ก่อนแจ้งข้อมูลไปยังอำเภอและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้การบริหารจัดการเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

นอกจากนี้ ได้สั่งการให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่งเร่งกำจัดวัชพืช ขุดลอกและปรับปรุงคลองระบายน้ำ โดยเฉพาะในเขตเมือง พร้อมทำความสะอาดคูคลองอย่างต่อเนื่อง ขณะที่กรมชลประทานมีโครงการขุดลอก 8 โครงการ ดำเนินการแล้วเสร็จ 2 โครงการ และจะเร่งดำเนินการในส่วนที่เหลือ ส่วนกรมเจ้าท่า ในปีงบประมาณ 2569 มี 6 โครงการ ซึ่งดำเนินการแล้วเสร็จทั้งหมด และในปีงบประมาณ 2570 มีแผนดำเนินการเพิ่มเติมอีก 5 โครงการ ขณะที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลาได้ดำเนินการขุดลอกในพื้นที่ทั้ง 16 อำเภอแล้ว

สำหรับพื้นที่เสี่ยงภัยทั้ง 16 อำเภอ จำนวน 110 จุด จังหวัดได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำเตรียมพร้อมแล้ว 236 เครื่อง พร้อมสำรวจและจัดทำบัญชีเครื่องจักรกล อุปกรณ์ และทรัพยากรของทุกหน่วยงาน โดย ปภ.จังหวัดสงขลาได้รวบรวมทรัพยากรของหน่วยงานต่าง ๆ จำนวน 1,100 หน่วย และขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 3,150 หน่วย ด้านศูนย์พักพิงในพื้นที่ 16 อำเภอ มีจำนวน 197 แห่ง สามารถรองรับผู้อพยพได้ 86,512 คน พร้อมจัดเตรียมโรงครัวประจำจุดพักพิงเพื่อรองรับการประกอบอาหารและดูแลประชาชนในกรณีเกิดเหตุ

ขณะเดียวกัน จังหวัดสงขลาได้ประสานกำลังหน่วยทหาร 9 หน่วย ได้แก่ ทัพเรือภาคที่ 2 มณฑลทหารบกที่ 42 กองบิน 56 กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 5 กองพันทหารราบที่ 3 กองพันทหารราบที่ 1 กองพันซ่อมบำรุง กองพันทหารพัฒนาที่ 31 และกองพันพัฒนา เพื่อรับผิดชอบและสนับสนุนภารกิจในพื้นที่ทั้ง 16 อำเภอ โดยได้มอบหมายพื้นที่รับผิดชอบเรียบร้อยแล้ว

นอกจากนี้ จังหวัดสงขลาได้แต่งตั้งคณะทำงาน 12 คณะ เพื่อสนับสนุนการรับมือสถานการณ์ในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยรอบ 5 แห่ง ครอบคลุมภารกิจสำคัญ อาทิ การจราจรและสำรวจเส้นทางอพยพ การดูแลระบบสื่อสาร ศูนย์พักพิงชั่วคราว การจัดเตรียมอาหารและเครื่องอุปโภคบริโภค การแพทย์ การประชาสัมพันธ์ และการรับเรื่องร้องทุกข์ เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของเทศบาลนครหาดใหญ่เมื่อเกิดสถานการณ์

ส่วนในพื้นที่เทศบาลนครหาดใหญ่ ได้มอบหมายรองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาทั้ง 4 คน ร่วมกับหัวหน้าหน่วยทหาร รับผิดชอบพื้นที่ทั้ง 4 เขต พร้อมเตรียมจุดอพยพในหลายระดับ ทั้งระดับชุมชน อาทิ บ้านพี่เลี้ยง อาคารสูง และโรงแรม ระดับท้องถิ่น ได้แก่ โรงเรียนในสังกัดเทศบาล วัด และสถานที่ที่มีความเหมาะสม ส่วนระดับเมืองได้เตรียมพื้นที่ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มณฑลทหารบกที่ 42 วิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่ ทัพเรือภาคที่ 2 มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา มหาวิทยาลัยทักษิณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย มัสยิดกลางสงขลา และโรงเรียนหาดใหญ่รัฐประชาสรรค์ เป็นศูนย์พักพิงรองรับประชาชน

ขณะเดียวกัน ได้เตรียมจุดจอดรถในพื้นที่สำคัญ ได้แก่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มณฑลทหารบกที่ 42 ศูนย์ฐานทัพเรือ เทศบาลนครหาดใหญ่ ทัพเรือภาคที่ 2 มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา มหาวิทยาลัยทักษิณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย และพุทธมณฑลจังหวัดสงขลา

นอกจากนี้ จังหวัดสงขลาอยู่ระหว่างดำเนินโครงการหาดใหญ่โมเดลพลัส ร่วมกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์และมูลนิธิชุมชนสงขลา เพื่อพัฒนาระบบข้อมูลแบบบูรณาการ ระบบแจ้งเตือนภัยแบบ Real-time รวมถึงยกระดับศักยภาพศูนย์พักพิงและระบบช่วยเหลือผู้ประสบภัย เพื่อให้การบริหารจัดการภัยพิบัติเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ จังหวัดสงขลามีความพร้อมด้านวัสดุ อุปกรณ์ และทรัพยากรที่จำเป็น อย่างไรก็ตาม คาดว่าในช่วงเดือนพฤศจิกายนอาจมีความจำเป็นต้องขอรับการสนับสนุนเรือผลักดันน้ำและเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติม เนื่องจากหากเกิดฝนตกหนัก พื้นที่อำเภอที่อยู่ติดชายทะเลอาจมีน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน จึงได้กำชับนายอำเภอและนายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและเตรียมพร้อมดำเนินการตามแผนเผชิญเหตุอย่างต่อเนื่อง

ในช่วงท้าย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้กำชับผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดให้จัดเก็บข้อมูลปริมาณน้ำฝนเป็นรายวันและรายอำเภอ พร้อมตรวจสอบความพร้อมของเครื่องมือ อุปกรณ์ และงบประมาณที่จำเป็น รวมถึงแนวทางการประกาศเขตภัยพิบัติ ซึ่งสามารถประกาศเป็นรายอำเภอได้ตามสถานการณ์ โดยไม่จำเป็นต้องประกาศครอบคลุมทั้งจังหวัด นอกจากนี้ ขอให้ทุกจังหวัดเตรียมความพร้อมด้านสถานที่จอดรถ อาหารสัตว์ เช่น ฟาง ข้าว และหญ้าแห้ง โดยเฉพาะพื้นที่ที่อาจมีน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน รวมถึงพื้นที่ริมทะเลสาบสงขลา พร้อมเตรียม “บ้านพี่เลี้ยง” ให้สามารถรองรับและดูแลประชาชนในชุมชนที่ต้องอพยพได้อย่างเหมาะสม ตลอดจนเตรียมศูนย์พักพิง อุปกรณ์เครื่องใช้ที่จำเป็น ระบบป้องกันอัคคีภัย และสุขาสำรองให้เพียงพอ

ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมพร้อมสนับสนุนเครื่องจักรและอุปกรณ์เพื่ออำนวยความสะดวกในการรับมือสถานการณ์อุทกภัย หากจังหวัดใดมีความจำเป็น สามารถแจ้งความประสงค์เพื่อขอรับการสนับสนุนได้ต่อไป.